พ่อแม่หลายคนแอบฝันถึงเรื่องนี้: วันหยุดพักผ่อนที่ปราศจากการทะเลาะเบาะแว้งในเบาะหลังหรือการงอแงบนหาดทรายร้อนๆ การพักผ่อนอย่างสงบสุขที่พวกเขาสามารถนอนเล่นบนเก้าอี้ชายหาดได้ทั้งวัน จิบเครื่องดื่มค็อกเทลพลางชมวิวทะเล และไปเดินป่าโดยไม่ต้องหยุดพักทุกๆ สองนาที แต่คนที่ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายเพื่อไปใช้เวลาช่วงวันหยุดฤดูร้อนด้วยกันสองคน มักถูกตราหน้าว่าเป็น "พ่อแม่ที่ไม่เหมาะสม" หรือ "เห็นแก่ตัว" อย่างไรก็ตาม การไปเที่ยวพักผ่อนโดยไม่มีลูกไปด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องต้องห้าม
การค้นพบตัวตนในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่ในฐานะพ่อแม่
มีความปรารถนาหลายอย่างที่เราไม่กล้าพูดออกมาเสมอไป เช่น อยากพักผ่อนอย่างสงบ หรืออยากอาบแดดในที่ที่ไม่ใช่สวนน้ำที่แออัด การเป็นพ่อแม่นั้น ใช้เวลาไปมากจนบางครั้งเราอาจลืมไปว่าเราเป็นใครนอกเหนือจากบทบาทนั้น การออกไปเที่ยวโดยไม่มีลูกๆ ช่วยให้เราได้เชื่อมต่อกับตัวเองอีกครั้ง: รสนิยม ความปรารถนาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จังหวะชีวิตของเรา การนอนโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก การตัดสินใจเรื่องแผนการเดินทางในนาทีสุดท้าย หรือการไม่ตัดสินใจอะไรเลย... นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ใหญ่เช่นกัน
การชะลอตัวเกิดขึ้นเนื่องจากขาดระบบโลจิสติกส์ถาวร
การไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวมักจะวิเศษ แต่ก็ไม่ค่อยได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเท่าไหร่ ต้องวางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า โดยคำนึงถึงความต้องการของนักวิจารณ์อาหารตัวน้อยๆ และต้องจดรายการ กิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็ก ในบริเวณใกล้เคียง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องคิดถึงความต้องการของลูกๆ ระหว่างการเตรียมอาหาร การจัดกระเป๋า การรักษาตารางเวลา และการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน สมองของเราอยู่ในโหมดวางแผนตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่เราคิดว่าเราจะได้พักผ่อนอ่านหนังสือบนเก้าอี้ชายหาดเสียที ลูกๆ ก็จะมารบกวนความสงบของเราอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาต้องการความเอาใจใส่ทางอารมณ์อย่างมาก หากไม่มีลูกๆ ภาระทางจิตใจก็จะลดลงอย่างมาก และการพักผ่อนก็จะลึกซึ้งและแท้จริงยิ่งขึ้น
บำรุงความสัมพันธ์ของคู่รัก (หรือความสัมพันธ์ใกล้ชิด) ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
เมื่อมีลูก คู่รักมักจะเปลี่ยนเข้าสู่ "โหมดการประสานงาน" การออกไปเที่ยวด้วยกันสามารถช่วยให้คุณได้เชื่อมต่อกันในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เช่น พูดคุยกันโดยไม่ถูกขัดจังหวะ หัวเราะได้อย่างอิสระมากขึ้น และแบ่งปันประสบการณ์ใหม่ๆ นี่ไม่ใช่การ "ถอนตัวออกจากครอบครัว" แต่เป็นการเสริมสร้างความผูกพันที่ค้ำจุนครอบครัวต่างหาก แนวคิดไม่ใช่การ "กลับไปสู่สิ่งที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้" แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะมองเห็นคู่ชีวิตมากกว่าแค่บทบาทของพ่อ และเชื่อมต่อกันนอกเหนือจากภาระผูกพันในครอบครัว
เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ)
ใช่แล้ว วันหยุดก็เป็นช่วงเวลาแห่งการเติมพลังเช่นกัน แต่เมื่อมีเด็กเล็กอยู่ด้วย การพักผ่อนจึงเป็นเพียงความฝันที่อยู่ไกลแสนไกล มันเหมือนภาพลวงตาในทะเลทราย เป็นเพียงภาพลวงตาที่เลือนราง คุณต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ยากที่จะหาความสงบและเงียบสงบได้เมื่อเด็กกำลังสนุกกับการเอาเปลือกหอยเข้าปาก บางครั้งคุณต้องยอมรับว่าการพักผ่อนอย่างเต็มที่นั้นทำได้ง่ายกว่าเมื่อไม่มีภาระหน้าที่เร่งด่วน การนอนตื่นสาย การเดินเล่นนานๆ การทำอะไรตามใจชอบ... ร่างกายและจิตใจจะฟื้นตัวแตกต่างกันเมื่อไม่ได้ถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา
ควรกลับมาอีกครั้ง (และบางครั้งอาจมีให้เลือกมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ)
การไปเที่ยวพักผ่อนโดยไม่มีลูกไปด้วยอาจทำให้รู้สึกผิดอย่างมาก รู้สึกเหมือนกำลังทอดทิ้งลูกหรือเสียสละเวลาอันมีค่าของครอบครัว อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนไม่ได้สร้างความว่างเปล่า ตรงกันข้าม มันจะช่วยให้คุณกลับมาด้วยความอดทนมากขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น และอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น การพักผ่อนไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยที่ตรงข้ามกับการเป็นพ่อแม่ แต่มันมักเป็นวิธีที่จะรับมือกับการเป็นพ่อแม่ได้ดีขึ้นหลังจากนั้น
เพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีความต้องการเป็นเรื่องปกติ
การให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนบ้างก็เป็นการส่งต่อบางสิ่งบางอย่างเช่นกัน นั่นคือสิทธิ์ที่จะได้มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา เด็กๆ ไม่ได้เสียอะไรไปเลยหากเห็นพ่อแม่ดูแลตัวเอง ตรงกันข้าม มันอาจสอนให้พวกเขารู้ว่าทุกคนต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อหายใจบ้าง แน่นอนว่าควรใช้คำพูดที่สุภาพและอธิบายว่ามันไม่ใช่เรื่อง "ส่วนตัว" อะไร มันไม่ใช่การลงโทษพวกเขาหรือทำให้พวกเขาต้องชดใช้ความผิดพลาด แต่เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว เรากำลังให้ตัวอย่างแก่พวกเขาในฐานะผู้ใหญ่ที่เลือกที่จะให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองมากกว่าที่จะทำให้เด็กๆ เป็นแพะรับบาป
การเดินทางไปเที่ยวโดยไม่มีลูกไปด้วยไม่ได้ลดทอนความรักของพ่อแม่ และไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพของพ่อแม่ด้วย มันแค่บอกว่า การเป็นพ่อแม่ไม่ได้ลบล้างตัวตนของคุณไป แล้วถ้าหากแทนที่จะรู้สึกผิด เราลองมองวันหยุดเหล่านี้เป็นความสมดุลที่เป็นไปได้ แทนที่จะเป็นข้อยกเว้นที่น่าอับอายล่ะ?
